ในปี 1923 โคโรเลฟ (อายุ 17 ปี) ได้เข้าร่วมกับสมาคมการบินและการนำร่องทางอากาศของยูเครนและไครมีย์ (Society of Aviation and Aerial Navigation of Ukraine and the Crimea : OAVUK) ซึ่งทำให้โคโรเลฟได้รับการศึกษาทางด้านการบินเป็นครั้งแรก และได้มีโอกาสบินในฐานะผู้โดยสารหลายครั้ง
เมืองคาลินกราด ซึ่งถือว่าเป็นบ้านของ RSC Energia (บริษัทอวกาศที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซีย) โดยในปี 1996 ประธานาธิบดีของรัสเซีย บอริส เยลท์ซิน ได้เปลี่ยนชื่อเมืองคาลินกราดเป็นชื่อโคโรเลฟ และในปัจจุบันได้มีการจัดสร้างรูปปั้นของโคโรเลฟและถูกตั้งไว้ที่จัตุรัสของเมือง นอกจากนี้ชื่อของบริษัท RSC Energia ถูกเปลี่ยนเป็นS.P. Korolev Rocket and Space Corporation Energia
ในวัย 11 ขวบ แม่ของโอเบิร์ซได้มอบหนังสือนวนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง From the Earth to the Moon และ Round the Moon ที่เขียนโดยจูลส์ เวอร์นี ชาวฝรั่งเศส โอเบิร์ซหลงใหลในเรื่องอวกาศเป็นอย่างมาก โดบเขาอ่านซ้ำหลายๆรอบ (ไซคอฟสกีก็อ่านเรื่อง From the Earth to the Moon และความคิดถึงความเป็นไปได้ในการเดินทางท่องไปในอวกาศ โดยไซคอฟสกีได้เริ่มต้นคิดที่จะออกแบบยานอวกาศ รวมไปถึงการอาศัยในอวกาศ) นอกจากนี้ โอเบิร์ซค้นพบว่ามีหลายการคำนวณในหนังสือดังกล่าวแสดงออกมาไม่ไช่เป็นเพียงแต่นวนิยายและไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันที่เข้าใจกันในหมู่นักวิทยาศาสตร์ แต่มันเป็นหลักการของการเดินทางสำรวจระหว่างดวงดาว
ในปี 1928 และ 1929 โอเบิร์ซทำงานในกรุงเบอร์ลินโดยเป็นที่ปรึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์แก่บริษัทสร้างภาพยนตร์ ซึ่งกำลังจะผลิตภาพยนตร์เกี่ยวกับอวกาศเป็นครั้งแรกในชื่อ Frau im Mond ("The Woman in the Moon") ซึ่งอำนวยการสร้างโดย Fritz Lang ทั้งนี้หน้าที่ของโอเบิร์ซคือการสร้างและปล่อยจรวดก่อนการฉายรอบปฐมทัศน์
ในปี 1950 โอเบิร์ซเดินทางไปยังอิตาลี เพื่อปิดงานที่เคยเริ่มทำกับ WASAG สำหรับกองทัพเรือของอิตาลี ในปี 1953 โอเบิร์ซเดินทางกลับไปยังเยอรมันอีกครั้ง โดยครั้งนี้เขาได้พิมพ์หนังสือชื่อ Menschen im Weltraum (Man in Space) ซึ่งอธิบายแนวความคิดของเขาในเรื่องกล้องโทรทรรศน์ในอวกาศ สถานีอวกาศ ยานอวกาศ และชุดนักบินอวกาศ
ท้ายที่สุด โอเบิร์ซได้มาทำงานร่วมกับฟอน เบราน์อีกครั้งเพื่อพัฒนาจรวดสำหรับอวกาศในฮันท์วิลล์ มลรัฐอลาบามา นอกจากนี้โอเบิร์ซได้มีส่วนร่วมในการเขียนการศึกษาเรื่อง การพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศในอีก 10 ปีข้างหน้า (The Development of Space Technology in the Next Ten Years) ในปี 1958 โอเบิร์ซได้เดินทางกลับไปยังเยอรมันอีกครั้ง เพื่อตีพิมพ์ความคิดในเรื่อง ยานสำรวจดวงจันทร์
หลังจากนั้นก็อดดาร์ดได้เริ่มสนใจในอวกาศเมื่อได้อ่านนวนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง The War of the Worlds ซึ่งแต่งโดย H.G. Wells ด้วยวัย 16 ปีก็อดดาร์ดก็ทุ่มเทความสนใจทั้งหมดของตนเองในเรื่องจรวด
ในช่วงต้นปี 1913 ก็อดดาร์ดป่วยเป็นวัณโรค ทำให้ก็อดดาร์ดเองต้องลาออกจากตำแหน่งที่ปริ๊นตัน และกลับมาพักฟื้นที่วอร์เชสเตอร์ โดยในช่วงเวลาที่พักฟื้นนี้เองที่ก็อดดาร์ดได้เริ่มสร้างผลงานที่สำคัญ โดยในปี 1914 ผลงาน 2 ชิ้นสำคัญของก็อดดาร์ดได้รับการตอบรับจดสิทธิบัตร โดยฉบับแรก U.S. Patent 1,102,653 ได้จดสิทธิบัตรเรื่องจรวดหลายสเตจ และ ฉบับที่สอง U.S. Patent 1,103,503 จดสิทธิบัตรเรื่องจรวดที่ใช้เชื้อเพลิงเหลวด้วยแก๊สโซลีนและไนตรัสอ็อกไซด์ โดยสิทธิบัตรทั้งสองฉบับในเวลาต่อมาได้กลายมาเป็นข้อมูลสำคัญในประวัติศาสตร์ของการพัฒนาจรวดA Method of Reaching Extreme Altitudes
ในปี 1919 สถาบันสมิธโซเนียน (Smithsonian Institution) ได้ตีพิมพ์ผลงานการวิจัยของก็อดดาร์ดที่ชื่อว่า A Method of Reaching Extreme Altitudes ซึ่งก็อดดาร์ดได้อธิบายทฤษฎีจรวดที่ตนเองคิดค้นและการทดลองด้วยเชื้อเพลิงแข็งและเหลว รวมไปถึงความเป็นไปได้ในการสำรวจชั้นบรรยากาศของโลกและอวกาศ
นอกจากผลงานของก็อดดาร์ดแล้ว ผลงานคอนสแตนติน ไชออลคอฟสกี (Konstantin Tsiolkovsky) นักทฤษฎีจรวดของรัสเซียที่ชื่อว่า The Exploration of Cosmic Space by Means of Reaction Devices (พิมพ์ในปี 1903) ก็เป็นหนึ่งผลงานยุคบุกเบิกเทคโนโลยีจรวด โดยผลงานของทั้งคู่ได้มีอิทธิพลต่อนักพัฒนาจรวดในรุ่นต่อๆ มา
งานของก็อดดาร์ดโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นทั้งในส่วนของทฤษฎีและการทดลองความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อเพลิงและน้ำหนักของจรวด หรือ ระหว่างระบบขับเคลื่อนกับความเร็ว อย่างไรก็ตาม ในส่วนสุดท้ายของ A Method of Reaching Extreme Altitudes ที่มีชื่อว่าCalculation of minimum mass required to raise one pound to an "infinite" altitude ได้บรรยายถึงความเป็นไปได้ในการใช้จรวดไม่เพียงแต่ไปถึงชั้นบรรยากาศเท่านั้น แต่เราน่าจะใช้จรวดหนีแรงดึงดูดของโลกเพื่อเดินทางไปยังดวงจันทร์ ทั้งนี้ในบทดังกล่าว ก็อดดาร์ดได้บรรยายเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง ซึ่งสี่สิบปีหลังจากนั้น หลักการของก็อดดาร์ดได้รับการพิสูจน์โดยยานสำรวจชื่อ ลูนา 2 ของอดีตสหภาพโซเวียตได้ร่อนลงบนดวงจันทร์ เมื่อ 14 กันยายน 1959