| เราอาจคุ้นหูว่า “ดาวเคราะห์น้อย" ซึ่งมีวงโคจรคล้ายโลก อาจทำร้ายดาวของเราเข้าสักวัน แต่ด่้วยความใกล้ทั้งในแง่ระยะทางและคุณลักษณะบางอย่าง มนุษย์อันชาญฉลาดเลยมองเห็นว่าน่าจะใช้ทรัพยากรจากวัตถุใกล้โลกเหล่านี้ได้ โดยแนวคิดการขุดดาวถลุงแร่มีมานานแล้ว แต่เพิ่งจะมีบริษัทเอกชนประกาศเอาจริงถึง 2 รายแล้ว และมูลค่าของอุตสาหกรรมนี้ ช่างมากมายมหาศาลเกินกว่าจะจินตนาการ | ||||
ดีพ สเปซ อินดัสทรีส์ อิงค์ (Deep Space Industries, Inc.,) ได้ประกาศตัวเมื่อวันที่ 22 ม.ค.2013 ที่ผ่านมาว่า มีแผนจะทำเหมืองบนดาวเคราะห์น้อย เพื่อค้นหาโลหะ น้ำ และทรัพยากรอื่นๆ โดยมีเป้าหมายช่วยเหลือมวลมนุษยชาติ เช่นเดียวกับแพลเนทารีรีซอร์ส โดยทั้ง 2 บริษัทไม่ได้เป็นคู่แข่งกัน และสามารถหาประโยชน์จากการทำกิจการที่เหมือนกันได้ เพราะอวกาศนั้นกว้างใหญ่ มีที่ว่างพอให้สำหรับทุกคน ทั้งนี้ ดีพสเปซฯ และ แพลเนทารีรีซอร์ส จะตามหาดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก ซึ่งส่วนใหญ่เต็มไปด้วยน้ำ และแร่โลหะหลายชนิด โดยทั้งคู่ต้องการจะนำน้ำจากดาวเคราะห์น้อยมาแยกไฮโดรเจนและออกซิเจน ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักของเชื้อเพลิงจรวด ช่วยให้ดาวเทียมหรือยานอวกาศสามารถเดินทางได้ยาวนานมากขึ้่น โดยไม่จำเป็นต้องบรรทุกเชื้อเพลิงที่แสนแพงและในปริมาณที่จำกัดมาจากโลก อีกทั้งยังจะนำโลหะมีค่า กลับมาใช้บนโลกของเรา ดาวเคราะห์น้อยมีมากมายเกินจะใช้ไหว นักดาราศาสตร์ระบุว่า มีดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกมากกว่า 9,000 ดวง ซึ่งค้นพบใหม่อีกราว 1,000 ดวงในทุกๆ ปี นั่นหมายความว่า ถึงจะมี 2 บริษัทแข่งกันทำเหมืองบนอวกาศ พวกเขาก็คงจะมีงานมากมายไม่หวาดไม่ไหว พวกเรารู้จักดาวเคราะห์น้อยกันมานานแล้ว ตั้งแต่ปี 1772 ที่นักคณิตศาสตร์และนักดาราศาสตร์ค้นพบว่า ด้วยระยะทางระหว่างดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์แต่ละดวงนั้น อาจจะมีดาวเคราะห์ดวงหนึ่งโคจรอยู่ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัส และในปี 1801 นักดาราศาสตร์ชาวอิตาเลียนพบวัตถุพร่ามัวที่ระยะดังกล่าว นั่นก็คือ “เซเรส” (Ceres) ต่อมาวัตถุที่มีลักษณะคล้ายเซเรสจึงได้รับการจัดลำดับว่า เป็น “ดาวเคราะห์น้อย” (asteroids / minor planets) | ||||
เราสามารถจัดประเภทตามส่วนประกอบได้ดังนี้
อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ดาวเคราะห์น้อย คือ ชิ้นส่วนของดาวเคราะห์ และอาจจะเป็นชิ้นส่วนของระบบสุริยะในยุคแรก โดยมารวมกันก่อตัวขึ้นที่แนวระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดีอันเป็นรอยต่อระหว่างดาวเคราะห์หินและดาวเคราะห์ก๊าซ เปลี่ยนก้อนหินอวกาศให้เป็นความร่ำรวย แม้จะยังไม่เคยมีมนุษย์ลงไปเหยียบที่พื้นผิวดาวเคราะห์น้อย แต่แค่ใช้เทคนิคการสะท้อนแสง นักวิทยาศาสตร์ก็เห็นแล้วว่า ดาวหน้าตาประหลาดเหล่านี้มีส่วนผสมอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็น เหล็ก นิกเกิล แมกนีเซียม น้ำ ออกซิเจน ทองคำ และแพลตินัม ล้วนปรากฎให้เห็นบนดาวเคราะห์น้อยหลายดวง “น้ำ” เป็นสิ่งที่ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษในการสำรวจอวกาศ เพราะแสดงถึงความเป็นไปได้ในการตั้งนิคมอวกาศเพื่อให้มนุษย์ได้บริโภค อีกทั้งยังสามารถนำน้ำไปแยกเอาไฮโดรเจนและออกซิเจนมาใช้เพื่อการขับเคลื่อนจรวด “แร่โลหะ” บนดาวเคราะห์น้อยก็สามารถนำมาสร้างยานอวกาศ หรือโครงสร้างอื่นๆ ที่จะประกอบกันเป็นอาคารของนิคมอวกาศ ข้อมูลจากรายงานของวารสารทางอวกาศ (Acta Astronautica) ระบุว่า ดาวเคราะห์น้อยชนิดเอสนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ มีทั้งโลหะ แร่กึ่งตัวนำ และแม้แต่ออกซิเจนหรือน้ำ ซึ่งในบรรดาดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก เป็นชนิดเอสอยู่ประมาณ 40% ซึ่งดาวเคราะห์น้อยขนาด 24 เมตรแบบเอสอาจมีแร่เหล็ก 1,100-4,400 ตัน นั่นมากพอที่จะสร้างแผงเซลล์สุริยะขนาดใหญ่ ผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ในระดับกิกะวัตต์ได้ทั้งเป็นสถานีอวกาศหรือส่งถึงโลก | ||||
อย่างไรก็ดี เหล่าเอกชนต่างๆ อาจไม่ได้สนใจกับการสำรวจอวกาศหรือการทดลองวิทยาศาสตร์ แต่พวกเขาน่าจะกำลังมองหาขุมสมบัติ และนำกลับสู่โลก องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) เคยทำรายงานคาดการณ์ว่า มูลค่าแร่โลหะที่สกัดได้จากแถบดาวเคราะห์น้อยนั้นมีมากมายมหาศาล เรียกได้ว่าสามารถแจกประชากรบนโลกได้ต่อคนมากกว่าแสนล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราวๆ 3 ล้านล้านบาท) ดาวเคราะห์น้อย 1 ดวงที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 กิโลเมตร จะมีมวลประมาณ 2 พันล้านตัน และในระบบสุริยะมีดาวเคราะห์น้อยขนาดที่ว่านี้อยู่ประมาณ 1 ล้านดวง เมื่อบวกรวมกันแล้วหมายความว่า จะมีนิกเกิล 30 ล้านตัน โคบอลต์ 1.5 ล้านตัน และแพลตินัม อีก 7,500 ตัน ถ้านับเฉพาะแพลตินัมก็มีมูลค่ามากกว่า 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ไปแล้ว ยานสำรวจเหมือง พร้อมเดินหน้า ขุมทรัพย์มหาศาลที่ลอยคว้างอยู่ในอวกาศ ก็ต้องมีการลงทุนเตรียมการอย่างยิ่งใหญ่เพื่อให้ได้มา แม้ว่าจะต้องใช้เงินลงทุนหลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่มูลค่าตามที่ประมาณมาก็ดูเหมือนจะคุ้มค่าเสียยิ่งกว่า อย่างดีพสเปซฯ ก็เตรียมการจะสร้างยานสำรวจลำเล็กน้ำหนักเบาและต้นทุนต่ำที่ชื่อว่า “ไฟร์ฟลายส์” (Fireflies) ออกไปสำรวจแหล่งทรัพยากรอวกาศใกล้โลกในปี 2015 โดยใช้เวลาเก็บข้อมูลบนอวกาศประมาณ 2-6 เดือน จากนั้นในปี 2016 ดีฟสเปซฯ ก็จะส่งยานอวกาศขนาดใหญ่ คือ “ดรากอนฟลายส์” ไปเก็บตัวอย่างจากดาวเคราะห์น้อยประมาณ 30-70 กิโลกรัมกลับสู่โลก โดยในขั้นตอนนี้จะใช้เวลาประมาณ 2-4 ปี ขึ้นอยู่กับดาวเคราะห์น้อยเป้าหมาย ซึ่งตัวอย่างบางส่วนที่นำกลับมานี้จะช่วยให้บริษัทพิจารณาแหล่งดำเนินการทำเหมือง ขณะที่อีกส่วนจะนำไปขายให้แก่นักวิจัยและนักสะสมทั้งหลาย นอกจากนีี้ ระหว่างการเดินทางสำรวจของยานทั้ง 2 ทางดีฟสเปซฯ ก็จะอัพเดทภารกิจแบบสดๆ ผ่านโลกออนไลน์ พร้อมกันนี้ ยังเปิดโอกาสให้บริษัทหรือเอกชนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุน ทั้งกูเกิล ลูนาร์ เอ็กซ์ ไพรซ์ (The Google Lunar X Prize) ยูนิลิเวอร์ (Unilever) และเรดบูล (Red Bull) ที่มีทุนให้แก่การแข่งขันทางด้านอวกาศมากกว่า 10 ล้านเหรียญ ทางผู้บริหารของดีฟสเปซฯ ก็ขอเชิญชวน อย่างไรก็ดี เป้าหมายสูงสุดของดีฟเสปซนั้น ก็คือ ต้องการเก็บเกี่ยวทรัพยากรจากดาวเคราะห์น้อย และใช้ประโยชน์จากอวกาศให้ได้มากที่สุด โดยมีแผนจะถลุงแร่โลหะและวัตถุอื่นๆ จากก้อนหินอวกาศภายใน 10 ปี โดยวัถตุเหล่านี้แรกสุดจะถูกนำไปสร้างดาวเทียมสื่อสารนอกโลก พร้อมทั้งทำโครงสร้างแหล่งพลังงานแสงอาทิตย์ส่งกลับสู่โลก ในอนาคต ส่วนโลหะที่มีค่าอย่างเช่น แพลตินัมก็จะถูกนำส่งมาใช้ที่สู่โลก | ||||
| ||||
แม้ว่าจะมีโอกาสทางธุรกิจมากมายที่นอกโลก แต่ใครกันที่จะได้ครอบครองทรัพยากรเหล่านี้ เป็นใครก็ตามที่สามารถเดินทางไปถึง (ก่อน) หรือมวลมนุษยชาติ บริษัทเอกชนมีสิทธิ์อ้างหาประโยชน์บนดาวเคราะห์น้อยหรือวัตถุอวกาศต่างๆ ได้หรือไม่ “กฎหมายในเรื่องแบบนี้ยังไม่ได้บัญญัติขึ้นและยังไม่มีความชัดเจน” ข้อมูลจาก ศ.เฮนรี เฮิร์ตซเฟล์ด (Henry Hertzfeld) ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายอวกาศและกิจการระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน (George Washington University) ซึ่งตอนนี้ยังมีความเห็นที่หลากหลาย แต่ก็ไม่มีใครสมควรได้อ้างสิิทธิ์ เพราะยังเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ศ.เฮิร์ตซเฟล์ด กล่าวอีกว่า ความคลุมเครือแบบนี้ ที่ผ่านมายังไม่จำเป็นต้องได้รับการประกาศชัด เพราะยังไม่มีบริษัทใดก่่อนหน้านี้ประกาศอย่าชัดเจนว่า จะไปทำเหมืองบนดาวเคราะห์น้อย เพราะนั่นจะทำให้เกิดการถกเถียงถึงสิทธิบนทรัพย์สินในอวกาศตามมา กฎหมายที่เกี่ยวข้องที่สุดกับเรื่องนี้ ก็คือ "สนธิสัญญาอวกาศ" (Outer Space Treaty : OST) ปี 1967 มีชาติสมาชิกลงนามมากถึง 98 ประเทศ และมีการบังคับใช้อย่างกว้างขวางที่สุด โดยระบุว่า ไม่มีประเทศใดที่จะอ้างอำนาจปกครองอวกาศได้ ไม่ว่าจะเป็นดวงจันทร์ หรือวัตถุอื่นใดบนท้องฟ้า สนธิสัญญาฉบับนี้ต้องการจะปกป้องชาติที่ยากจนและยังไม่สามารถสำรวจอวกาศได้ด้วยตัวเอง รวมถึงป้องกันสหรัฐอเมริกา หรือสหภาพโซเวียต (ในอดีต) ที่กำลังแข่งขันด้านอวกาศ เข้าครอบครองดวงจันทร์ อย่างไรก็ดี ทรัพยากรที่ได้จากการสำรวจอวกาศนั้น ยังไม่มีการข้อกำหนดที่ชัดเจนในสนธิสัญญา จึงมีการตีความกันไปต่างๆ ศ.อาร์ต ดูลา (Art Dula) ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอวกาศ มหาวิทยาลัยฮูสตัน (University of Houston) เชื่อว่า บริษัทเอกชนมีสิทธิ์ที่จะทำเหมืองบนดาวเคราะห์น้อย เพราะสนธิสัญญาปี 1967 ให้สิทธิแก่องค์กรที่ไม่ใช่รัฐบาลใช้ประโยชน์จากอวกาศได้ โดยไม่ได้ระบุด้วยซ้ำว่า ห้ามใช้เพื่อการพาณิชย์ นั่นหมายความว่า สิทธิในการทำเหมืองบนดวงดาวเป็นเรื่องของพลเมืองทั่วไป โดยไม่ต้องถูกรัฐบาลประเทศนั้นๆ ควบคุม | ||||
เคยมีกรณีที่ศาลตัดสินในปี 2001 เมื่อชายอเมริกันคนหนึ่งอ้างกรรมสิทธิ์บนดาวเคราะห์น้อยเอรอส (Eros) โดยส่งจดหมายขอเก็บค่าจอดดาวเทียมของนาซาตอนที่ลงจอดบนเอรอส แต่ศาลตัดสินโดยใช้กฎหมายสนธิสัญญาอวกาศ (1967) ที่ระบุว่า ดวงดาวต่างๆ ไม่ใช่ของใคร ดังนั้นไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าที่จอด และนาซาก็ไม่มีสิทธิครอบครองหรือหาประโยชน์จากพื้นที่ดังกล่าว ด้วยบรรทัดฐานคำตัดสินเดียวกันนี้ ไลย์อัล จึงเห็นว่า ทั้งเอกชนและรัฐบาลไม่สามารถทำเหมืองหาแร่ธาตุุบนดาวเคราะห์น้อยมาใช้ประโยชน์ได้ และถ้าหากมีบริษัทไปทำเหมืองอวกาศจริง ก็ยังต้องมีประเด็นอื่นๆ ตามมาอีก เช่น พวกเขาจะทำอย่างไร, ต้องมีการวางประกันมูลค่าเท่าใด และพวกเขาได้รับอนุญาตให้ปล่อยขยะที่เหลือจากการขุดทำเหมืองทิ้งไว้บนดาวเคราะห์น้อยหรือไม่ และราคาแร่จากอวกาศจะกระทบต่อราคาแร่ในโลกหรือไม่ สิ่งเหล่านี้จะต้องได้รับการประกาศให้ชัดเจน อย่างไรก็ดี สิ่งที่นักกฎหมายกังวลที่สุด ก็คือ การเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินอวกาศ ถ้าเรามีข้อตกลงว่า อวกาศเป็นทรัพยากรของเราทุกคน แต่ตอนนี้ผลประโยชน์กำลังจะกลายเป็นของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ที่ลงทุนเดินทางไปเก็บเกี่ยวสมบัติดังกล่าวด้วยตัวเอง ซึ่งชาวโลกจะต้องมีระบบการขอใบอนุญาต ให้หาประโยชน์จากดวงดาวต่างๆ ได้ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่ามือใครยาวสาวได้สาวเอา และเกิดการแย่งชิงทรัพยากรนอกโลกกันในที่สุด ที่มา |
อวกาศ
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)


0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น